ตลอดระยะเวลากว่า 5 ทศวรรษ กลุ่มบริษัทน้ำตาลบุรีรัมย์ มุ่งมั่นในการสร้างความเข้มแข็งให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน ในขณะเดียวกันก็มุ่งที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการเพิ่มขีดความ สามารถในการแข่งขันของประเทศไทย ที่มีการทำเกษตรกรรมเป็นหลักให้มีโอกาสเติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัย มาประยุกต์ใช้ในการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร ให้เป็น ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงขึ้น

บริษัทได้ศึกษาถึงความเป็นไปได้ในการขยายการลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับบริษัท รวมทั้งยังคงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาบุคลากรของบริษัทและชาวไร่อ้อยควบคู่กันไป ตามพันธกิจสร้าง นักธุรกิจชาวไร่

นายประจวบ ไชยสาส์น

ประธานกรรมการบริษัท

นายอนันต์ ตั้งตรงเวชกิจ

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร

สำหรับในปี 2562 ที่ผ่านมาเป็นปีที่ราคาน้ำตาล ในตลาดโลกยังอยู่ในภาวะตกต่ำ แม้ว่าจะมีสำนักงานหลายแห่งวิเคราะห์ตรงกันว่าสถานการณ์น้ำตาลทรายของโลกในปี การผลิต 2562/63 จะมีผลผลิตต่ำกว่าความต้องการบริโภค อยู่ประมาณ 5-7 ล้านตัน แต่สต๊อกน้ำตาลทรายก็ยังอยู่ใน ระดับ 80 ล้านตัน ทำให้ต้องใช้เวลาในการลดอุปทานส่วน เกินนี้ จึงยังคงเป็นแรงกดดันต่อราคาน้ำตาลในตลาดโลก ในช่วงนี้ซึ่งเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 12.8-13 เซนต์/ปอนด์ อย่างไรก็ตาม คาดการณ์ว่าจะทยอยปรับสูงขึ้นในช่วงไตรมาส 3 หรือไตรมาส 4 ของปี 2563 อีกทั้งพฤติกรรมและแนวโน้ม การบริโภคน้ำตาลที่เปลี่ยนแปลงไป ผู้บริโภคใส่ใจดูแล สุขภาพมากขึ้น นิยมความหวานน้อยลง ทำให้การผลิตใน อุตสาหกรรมมีการใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาลมากขึ้นประกอบกับภาวะเศรษฐกิจโลกมีทิศทางชะลอตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมการผลิตและการส่งออกจาก ความไม่แน่นอนของสงครามการค้า ราคาน้ำมันตกต่ำลง ซึ่งส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวลดลงตาม

จากผลกระทบของปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจและด้าน อุปสงค์อุปทานของน้ำตาลทรายดังกล่าว ทำให้ผลการ ดำเนินงานในรอบปี 2562 ที่ผ่านมา บริษัทมีรายได้จาก การขายสินค้าและให้บริการรวม 6,051.90 ล้านบาท และ มีผลขาดทุนสุทธิ 511.71 ล้านบาท โดยสาเหตุสำคัญที่ ผลการดำเนินงานปรับตัวลดลงเนื่องจาก การลงทุนในการ ผลิตน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์, การลงทุนระบบประหยัด พลังงาน (Falling Film Evaporator) และโครงการบรรจุ ภัณฑ์ชานอ้อย ซึ่งปัจจุบันยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ทำให้ไม่ได้ รับผลตอบแทนจากการลงทุนอย่างเต็มที่ ขณะเดียวกันกลุ่ม บริษัทฯ มีค่าใช้จ่ายคงที่ เช่น ค่าเสื่อมราคา ค่าใช้จ่ายใน การบริหารและต้นทุนทางการเงิน เพื่อปรับธุรกิจให้มีความ หลากหลายมากขึ้นและเป็นการลดความเสี่ยงจากความ ผันผวนของราคาน้ำตาลทรายในตลาดโลก โดยเฉพาะการ เพิ่มทางเลือกด้านผลิตภัณฑ์น้ำตาลทราย และการตอบรับ กระแสการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในเรื่องการใช้ภาชนะกระดาษ ย่อยสลายได้แทนพลาสติก

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าผลการดำเนินงานในปี 2562 จะลดลง แต่บริษัทก็ยังคงให้ความสำคัญในการกำหนดและ จัดลำดับความสำคัญของด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดย พิจารณาจากประเด็นที่มีความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจ ของบริษัท รวมถึงการให้ความสำคัญกับผู้มีส่วนได้เสีย ทั้งภายในและภายนอกของบริษัท โดยเฉพาะการพัฒนา เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ใช้สนับสนุนการเพาะปลูก และกระบวนการผลิต รวมทั้งการให้ความรู้แก่ชาวไร่ ตาม พันธกิจสร้าง “นักธุรกิจชาวไร่” เพื่อให้อาชีพเพาะปลูกอ้อย เป็นอาชีพที่มั่นคง มีรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งเป็นปัจจัย ที่สำคัญของความสำเร็จในการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืนของ บริษัท

สำหรับธุรกิจผลพลอยได้ในปีที่ผ่านมา กลุ่มโรงไฟฟ้า มีรายได้จากการดำเนินงานจำนวน 893.05 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่า ปี 2561 ร้อยละ 64.46 นอกจากนั้น บริษัทบุรีรัมย์เพาเวอร์ จำกัด (“BPC”) ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ได้รับรางวัลชนะเลิศ Energy Globe National Award 2019 ประเภท โรงงานไฟฟ้าชีวมวล เมื่อวันศุกร์ที่ 20 กันยายน 2562 จาก Mr. Gunther Sucher กงสุลฝ่ายการพาณิชย์ ณ สถานทูต ออสเตรีย ประจำประเทศไทย โดย รางวัล Energy Globe National Award เป็นรางวัลด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญรางวัล หนึ่ง ซึ่งจะมอบให้กับโครงการที่มีความโดดเด่นด้านแนว ปฏิบัติที่ให้ความสำคัญกับแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยปัจจุบันมีจำนวน 187 ประเทศที่เข้าร่วมในโครงการนี้

นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทฯ พร้อมเดินหน้า บริษัท ชูการ์เคน อีโคแวร์ จำกัด (“SEW”) เพื่อผลิตบรรจุภัณฑ์ย่อยสลาย ได้จากชานอ้อย ในเชิงพาณิชย์เพื่อจำหน่ายให้แก่ลูกค้า ได้ภายในเดือนธันวาคม 2562 หรืออย่างช้าภายในเดือน มกราคม 2563 ซึ่งเป็นการต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ วัตถุดิบที่มาจากผลพลอยได้จากกระบวนการผลิตน้ำตาล ทราย เพื่อเพิ่มศักยภาพให้กลุ่มบริษัทฯ และลดความเสี่ยง จากการพึ่งพาผลผลิตน้ำตาลเพียงอย่างเดียว

ในด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ในปี ที่ผ่านมาบริษัทได้ทำงานร่วมกับองค์การสวนสัตว์ใน พระบรมราชูปถัมภ์ฯ, บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไทยแอร์เอเชีย จำกัด ในการเปิดศูนย์อนุรักษ์พื้นที่ ชุ่มน้ำและนกกระเรียนพันธุ์ไทยจังหวัดบุรีรัมย์ซึ่งสูญพันธุ์ไป นานกว่า 50 ปี เพื่อสร้างความตระหนักในการอนุรักษ์ นกกระเรียนพันธุ์ไทยและพื้นที่ชุ่มน้ำอีกทั้งพัฒนาเป็นแหล่ง ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ โดยเปิดโอกาสให้เยาวชน ชุมชนท้องถิ่น และประชาชนได้มีแหล่งเรียนรู้ที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ นอกจากนั้นได้สร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนโดยรอบสถาน ประกอบการ อาทิ โครงการส่งเสริมอาชีพเกษตรมะลิปลอด สาร ในเขตชุมชนโนนกลาง เพื่อเพิ่มรายได้และสร้างความ เข้มแข็งให้กับชุมชน เนื่องจากความรับผิดชอบต่อสังคมของ บริษัทคือหนึ่งในกุญแจสำคัญที่จะนำพาองค์กรให้เติบโต อย่างยั่งยืนควบคู่ไปกับการพัฒนาสภาพชีวิตความเป็นอยู่ ของเกษตรกรชาวไร่อ้อย ชุมชนข้างเคียง และพนักงานให้ดีขึ้น อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ จากการดำเนินงานด้านการกำกับดูแลกิจการที่ดี มาอย่างต่อเนื่องทำให้บริษัทได้รับผลประเมินระดับ “ดีเลิศ” หรือ “Excellent” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 โดยมีระดับคะแนน เฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 95 ซึ่งสูงกว่าคะแนนเฉลี่ยของบริษัท จดทะเบียนโดยรวมของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่อยู่ในระดับร้อยละ 82 จากโครงการสำรวจการกำกับดูแล กิจการของบริษัทจดทะเบียนประจำปี 2562 ซึ่งจัดโดยสมาคม ส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) โดยผลความสำเร็จ สะท้อนถึงการปฏิบัติงานที่คณะกรรมการบริษัท ผู้บริหาร ตลอดจนพนักงานมีต่อองค์กร ผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้เสีย ทุกฝ่าย ด้วยการยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาลอย่างแน่วแน่

สุดท้ายนี้ในนามของคณะกรรมการบริษัท คณะผู้บริหาร และพนักงานทุกคน บริษัทขอขอบคุณลูกค้า คู่ค้า ผู้ถือหุ้น พันธมิตรทางธุรกิจ และผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง สำหรับความไว้วางใจและให้ การสนับสนุนการดำเนินธุรกิจของบริษัทมาโดยตลอด และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกท่านจะพร้อมก้าวไปข้างหน้าอย่าง มั่งคงกับบริษัทในการพัฒนาธุรกิจและสังคมให้เติบโตอย่าง ยั่งยืนสืบไป